@ธรรมะ สวัสดีทุกท่าน@ @เชิญเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมะได้ ครับ แล้วส่งมาที่charan_54@hotmail.co.th@ @บุญไม่ทำมัวแต่อ้วนวอน ระวังเทวดาจะย้อนว่า วอน วอน วอนเสียแล้ว@ @เดินอย่างมีความสุขที่ได้เดิน เราจะมีอนาคตอยู่ในปัจจุบัน@

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

วิชาธรรมวิภาค (หมวด ๓)

ติกะ  หมวด  ๓

อกุศลวิตก  ๓

อกุศลวิตก  แปลว่า ความนึกคิดที่ไม่ดี ไม่ฉลาด
๑.กามวิตก   นึกคิดเรื่องกาม หมายถึง การคิดถึงแต่เรื่องที่จะสนองความต้องการของตนเองให้สมปรารถนา
๒.พยาบาทวิตก  นึกคิดเรื่องพยาบาท  หมายถึง การผูกใจเจ็บ  ผูกอาฆาตพยาบาท   คิดหาทางแก้แค้นคู่อริให้พินาศ
๓.วิหิงสาวิตก    นึกคิกเรื่องเบียดเบียน   หมายถึง ความคิดที่ต้องการเห็นคู่อริหรือผู้อื่นประสบความทุกข์ยากลำบาก พอใจที่ผู้อื่นเดือดร้อน

กุศลวิตก ๓

กุศลวิตก แปลว่า ความนึกคิดที่ดีงาม  คิดอย่างชาญฉลาด  เป็นความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
๑.เนกขัมมวิตก  นึกคิดเรื่องออกจากกาม  หมายถึง การคิดหาวิธี แก้ไขนิสัยเห็นแก่ตัว  ด้วยการหลีกหนีให้ไกลจากสิ่งดึงดูดใจ
๒.อพยาบาทวิตก   นึกคิดเรื่องไม่พยาบาท  หมายถึง  ความคิดที่ประกอบด้วย เมตตา คือ การปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขยิ่งๆขึ้นไป
๓.อวิหิงสาวิตก  นึกคิดเรื่องไม่เบียดเบียน  หมายถึง  ความคิดที่ประกอบด้วย กรุณา
อัคคิ  ( ไฟ )  ๓
อัคคิ  แปลว่า ไฟ ในที่เปรียบกิเลสเหมือนกับไฟที่มี่ความเร่าร้อนเผ่าผลาญจิตใจคนให้ตายจากความดีงาม   
๑.ราคัคคิ    ไฟคือความกำหนัด  หมายถึง ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความรักใคร่  ความอยากได้ของสวยๆงามๆ
๒.โทสัคคิ   ไฟคือความโกรธ   หมายถึง  ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความโกรธขัดเคือง อารมณ์เสีย
๓.โมหัคคิ    ไฟคือความหลง  หมายถึง ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความหลงไม่รู้จริง  โง่งมง่าย    ทั้ง ๓   ข้อ จัดเป็นอัคคิ  เพราะเป็นสภาพเผาลนสันดานให้ร้อน.

อธิปเตยยะ  ๓  (อธิปไตย)

อธิปเตยยะ  แปลว่า  ความเป็นใหญ่ ได้แก่ บุคคลที่มีความเชื่อมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วปฏิบัติโน้มเอียงไปทางนั้น
๑.อัตตาธิปเตยยะ    ถือตนเป็นใหญ่  หมายถึง  การยืดถือความคิด  การกระทำและคำพูดของตนเองเป็นหลัก
๒.โลกาธิปเตยยะ     ถือโลกเป็นใหญ่   หมายถึง การคล้ายตามเสียงข้างมาก  เป็นไปตามกระแสสังคม   คนส่วนมากว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น
๓.ธัมมาธิปเตยยะ     ถือธรรมเป็นใหญ่  หมายถึง การกระทำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง   ความจริง   ความบริสุทธิ์ยุติธรรม รู้จักผิดชอบ ชั่ว  ดี

ญาณ ๓

ญาณ   แปลว่า  ความหยั่งรู้  ปัญญากำหนดรู้   ได้แก่ การรู้แจ้ง อริยสัจ ๔
๑.สัจจญาณ      รู้ความจริง  (อริยสัจ ๔ )หมายถึง การรู้แจ้งความจริง ว่า  สิ่งสิ่งคือปัญหา นี้คือ สาเหตุของปัญหา  นี้คือเป้าหมายการแก้ปัญหา นี้คือวิธีแก้ปัญหา
๒.กิจจญาณ      รู้กิจอันควรทำ  หมายถึง การรู้แจ้งว่า ควรจะทำอย่างไร บ้างกับปัญหานั้น
๓.กตญาณ       รู้สิ่งที่ทำแล้ว  หมายถึง  การรู้แจ้งว่า สิ่งนั้นตนได้ทำสำเร็จแล้ว

ตัณหา  ๓

ตัณหา  แปลว่า ความทะยานอยาก   ความดิ้นรนแสวงหา
๑.กามตัณหา     ความอยากได้กามคุณ  หมายถึง  ความอยากได้ในกามคุณ ๕ คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สัมผัส  เพื่อสนองความต้องการของตนเอง
๒.ภวตัณหา ความอยากมี   หมายถึง อยากเป็นในสิ่งที่ตนเองรัก  และชอบใจ
๓.วิภวตัณหา ความไม่อยากมี หมายถึงไม่อยากเป็นในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการไม่ชอบใจในสิ่งที่ตนไม่ต้องการ

 

ปาฏิหาริยะ  ๓

ปาฏิหาริยะ แปลว่า   สิ่งที่น่าอัศจรรย์   สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับมนุษย์ปุถุชน  เป็นคุณสมบัติของผู้วิเศษ
๑.อิทธิปาฏิหาริย์        ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์   หมายถึง  การแสดงปาฏิหาริย์ด้วยอิทธิฤทธิ์ต่างๆ
๒.อาเทสนาปาฏิหาริย์    ดักใจเป็นอัศจรรย์  หมายถึง  การรู้ความในใจของผู้อื่น รู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น 
๓.อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนเป็นอัศจรรย์   หมายถึง  คำสอนที่มีเหตุ มีผล  ใครนำไปประพฤติปฏิบัติ   ย่อมได้รับผลตามนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า  ยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริยะว่า  เป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่า  ๒  อย่างข้างต้น

ปิฎก  ๓

ปิฎก   แปลว่า กระจาด  ตะกร้า  หรือหมวดหมู่   หมายถึงตะกร้าสำหรับรวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนา เรียกว่า พระไตรปิฎก
๑.พระวินัยปิฎก     หมวดพระวินัย หมายถึง พุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ  ความเป็นอยู่  ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจกรรมต่างๆแบ่งเป็น ๕ คัมภีร์ (อาทิกัมมะ  ปาจิตตีย์  มหาวรรค จุลวรรค  ปริวาร  )
๒.พระสุตตันปิฎก หมวดพระสูตร   หมายถึง พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆที่ตรัสให้เหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละบุคคลและโอกาส  แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์  เรียกย่อว่า ( ทีฆนิกาย   มัชฌิมนิกาย  สังยุตตนิกาย  อังคุตตรนิกาย  ขุททกนิกาย)
๓.พระอภิธรรมปิฎก หมวดพระอภิธรรม  หมายถึง หลักธรรมต่างๆที่เป็นคำอธิบายและที่เป็นหลักวิชาล้วนๆที่ไม่เกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ คือ (ธัมมสังคณี  วิภังค์    ธาตุกถา  ปุคคบัญญัติ กถาวัตถุ  ยมก  ปัฏฐาน)

พุทธจริยา  ๓

          พุทธจริยา แปลว่าการบำเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้า
๑.โลกัตถจริยา   ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก โดยฐานเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือ ทรงอาศัยพระมหากรุณาเสด็จไปประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์แก่มหาชนในแคว้นต่างๆ
๒.ญาตัตถจริยา      ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติ หรือโดยฐานเป็นพระญาติ
๓.พุทธัตถจริยา       ทรงประพฤติประโยชน์ โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้า ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า  เช่นแสดงธรรมโปรดมหาชนและพระญาติ เป็นต้น

 

วัฏฏะ  ( วน )  ๓

วัฏฏะ  แปลว่า วนเวียน  วงจร  หรือเวียนว่ายตายเกิด เป็นสิ่งหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่าไตรวัฏ
 ๑.กิเลสวัฏฏะ    วนคือกิเลส หมายถึง  ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ใจเศร้าหมอง
           ๒.กัมมวัฏฏะ      วนคือกรรม  หมายถึง การกระทำสิ่งที่และสิ่งที่ชั่ว
๓.วิปากวัฏฏะ    วนคือวิบาก หมายถึง การได้รับอันเกิดจากการกระทำนั้น

 

สิกขา  ๓

สิกขา แปลว่า  ข้อที่ต้องศึกษา  เป็นข้อปฏิบัติสำหรับอบรม กาย  วาจา ใจ ให้สูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับชั้น เรียกว่า  ไตรสิกขา
๑.อธิสีลสิกขา   ศึกษาเรื่องศีลอย่างยิ่งยวด  หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมกาย  วาจา   ใจ ให้เรียบร้อยดีงาม
๒.อธิจิตตสิกขา   ศึกษาเรื่องจิตอย่างยิ่งยวด  หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิ มีสติมั่นคง  ไม่ฟุ้งซ่าน
๓.อธิปัญญาสิกขา     ศึกษาเรื่องปัญญาอย่างยิ่งยวด   หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับอบรมฝึกฝนปัญญา ให้รู้แจ้งสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

สงเคราะห์มรรค  ๘  ลงในไตรสิกขา ดังนี้
๑.สัมมาวาจา   สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์ลงใน ศีล
๒.สัมมาวายามะ  สัมมาสติ    สัมมาสมาธิ   สงเคราะห์ลงใน สมาธิ
๓.สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์ลงใน  ปัญญา

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | cheap international calls