@ธรรมะ สวัสดีทุกท่าน@ @เชิญเขียนบทความเกี่ยวกับธรรมะได้ ครับ แล้วส่งมาที่charan_54@hotmail.co.th@ @บุญไม่ทำมัวแต่อ้วนวอน ระวังเทวดาจะย้อนว่า วอน วอน วอนเสียแล้ว@ @เดินอย่างมีความสุขที่ได้เดิน เราจะมีอนาคตอยู่ในปัจจุบัน@

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

อบรมศีลจาริณี


ทำวัตรสวดมนต์


 ฟังบรรยายธรรมะ


 กิริยาบถยืน


 นั่งสมาธิ





ญาติโยมถวายน้ำปานะ





อบรมสามเณร


สามเณรฟังแบบตั้งใจมาก





วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

วิชาธรรมวิภาค (หมวด ๓)

ติกะ  หมวด 

อกุศลวิตก 

อกุศลวิตก  แปลว่า ความนึกคิดที่ไม่ดี ไม่ฉลาด
๑.กามวิตก   นึกคิดเรื่องกาม หมายถึง การคิดถึงแต่เรื่องที่จะสนองความต้องการของตนเองให้สมปรารถนา
๒.พยาบาทวิตก  นึกคิดเรื่องพยาบาท  หมายถึง การผูกใจเจ็บ  ผูกอาฆาตพยาบาท   คิดหาทางแก้แค้นคู่อริให้พินาศ
๓.วิหิงสาวิตก    นึกคิกเรื่องเบียดเบียน   หมายถึง ความคิดที่ต้องการเห็นคู่อริหรือผู้อื่นประสบความทุกข์ยากลำบาก พอใจที่ผู้อื่นเดือดร้อน

กุศลวิตก ๓

กุศลวิตก แปลว่า ความนึกคิดที่ดีงาม  คิดอย่างชาญฉลาด  เป็นความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
๑.เนกขัมมวิตก  นึกคิดเรื่องออกจากกาม  หมายถึง การคิดหาวิธี แก้ไขนิสัยเห็นแก่ตัว  ด้วยการหลีกหนีให้ไกลจากสิ่งดึงดูดใจ
๒.อพยาบาทวิตก   นึกคิดเรื่องไม่พยาบาท  หมายถึง  ความคิดที่ประกอบด้วย เมตตา คือ การปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุขยิ่งๆขึ้นไป
๓.อวิหิงสาวิตก  นึกคิดเรื่องไม่เบียดเบียน  หมายถึง  ความคิดที่ประกอบด้วย กรุณา
อัคคิ  ( ไฟ ) 
อัคคิ  แปลว่า ไฟ ในที่เปรียบกิเลสเหมือนกับไฟที่มี่ความเร่าร้อนเผ่าผลาญจิตใจคนให้ตายจากความดีงาม   
๑.ราคัคคิ    ไฟคือความกำหนัด  หมายถึง ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความรักใคร่  ความอยากได้ของสวยๆงามๆ
๒.โทสัคคิ   ไฟคือความโกรธ   หมายถึง  ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความโกรธขัดเคือง อารมณ์เสีย
๓.โมหัคคิ    ไฟคือความหลง  หมายถึง ความเร่าร้อนที่เกิดเพราะความหลงไม่รู้จริง  โง่งมง่าย    ทั้ง ๓   ข้อ จัดเป็นอัคคิ  เพราะเป็นสภาพเผาลนสันดานให้ร้อน.

อธิปเตยยะ    (อธิปไตย)

อธิปเตยย แปลว่า  ความเป็นใหญ่ ได้แก่ บุคคลที่มีความเชื่อมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วปฏิบัติโน้มเอียงไปทางนั้น
๑.อัตตาธิปเตยยะ    ถือตนเป็นใหญ่  หมายถึง  การยืดถือความคิด  การกระทำและคำพูดของตนเองเป็นหลัก
๒.โลกาธิปเตยยะ     ถือโลกเป็นใหญ่   หมายถึง การคล้ายตามเสียงข้างมาก  เป็นไปตามกระแสสังคม   คนส่วนมากว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น
๓.ธัมมาธิปเตยยะ     ถือธรรมเป็นใหญ่  หมายถึง การกระทำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง   ความจริง   ความบริสุทธิ์ยุติธรรม รู้จักผิดชอบ ชั่ว  ดี

ญาณ ๓

ญาณ   แปลว่า  ความหยั่งรู้  ปัญญากำหนดรู้   ได้แก่ การรู้แจ้ง อริยสัจ ๔
๑.สัจจญาณ      รู้ความจริง  (อริยสัจ ๔ )หมายถึง การรู้แจ้งความจริง ว่า  สิ่งสิ่งคือปัญหา นี้คือ สาเหตุของปัญหา  นี้คือเป้าหมายการแก้ปัญหา นี้คือวิธีแก้ปัญหา
๒.กิจจญาณ      รู้กิจอันควรทำ  หมายถึง การรู้แจ้งว่า ควรจะทำอย่างไร บ้างกับปัญหานั้น
๓.กตญาณ       รู้สิ่งที่ทำแล้ว  หมายถึง  การรู้แจ้งว่า สิ่งนั้นตนได้ทำสำเร็จแล้ว

ตัณหา 

ตัณหา  แปลว่า ความทะยานอยาก   ความดิ้นรนแสวงหา
๑.กามตัณหา     ความอยากได้กามคุณ  หมายถึง  ความอยากได้ในกามคุณ ๕ คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส   สัมผัส  เพื่อสนองความต้องการของตนเอง
๒.ภวตัณหา ความอยากมี   หมายถึง อยากเป็นในสิ่งที่ตนเองรัก  และชอบใจ
๓.วิภวตัณหา ความไม่อยากมี หมายถึงไม่อยากเป็นในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการไม่ชอบใจในสิ่งที่ตนไม่ต้องการ

 

ปาฏิหาริยะ 

ปาฏิหาริยะ แปลว่า   สิ่งที่น่าอัศจรรย์   สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับมนุษย์ปุถุชน  เป็นคุณสมบัติของผู้วิเศษ
๑.อิทธิปาฏิหาริย์        ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์   หมายถึง  การแสดงปาฏิหาริย์ด้วยอิทธิฤทธิ์ต่างๆ
๒.อาเทสนาปาฏิหาริย์    ดักใจเป็นอัศจรรย์  หมายถึง  การรู้ความในใจของผู้อื่น รู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น 
๓.อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนเป็นอัศจรรย์   หมายถึง  คำสอนที่มีเหตุ มีผล  ใครนำไปประพฤติปฏิบัติ   ย่อมได้รับผลตามนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า  ยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริยะว่า  เป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่า   อย่างข้างต้น

ปิฎก 

ปิฎก   แปลว่า กระจาด  ตะกร้า  หรือหมวดหมู่   หมายถึงตะกร้าสำหรับรวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนา เรียกว่า พระไตรปิฎก
๑.พระวินัยปิฎก     หมวดพระวินัย หมายถึง พุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ  ความเป็นอยู่  ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจกรรมต่างๆแบ่งเป็น ๕ คัมภีร์ (อาทิกัมมะ  ปาจิตตีย์  มหาวรรค จุลวรรค  ปริวาร  )
๒.พระสุตตันปิฎก หมวดพระสูตร   หมายถึง พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆที่ตรัสให้เหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละบุคคลและโอกาส  แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์  เรียกย่อว่า ( ทีฆนิกาย   มัชฌิมนิกาย  สังยุตตนิกาย  อังคุตตรนิกาย  ขุททกนิกาย)
๓.พระอภิธรรมปิฎก หมวดพระอภิธรรม  หมายถึง หลักธรรมต่างๆที่เป็นคำอธิบายและที่เป็นหลักวิชาล้วนๆที่ไม่เกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ คือ (ธัมมสังคณี  วิภังค์    ธาตุกถา  ปุคคบัญญัติ กถาวัตถุ  ยมก  ปัฏฐาน)

พุทธจริยา 

          พุทธจริยา แปลว่าการบำเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้า
๑.โลกัตถจริยา   ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก โดยฐานเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือ ทรงอาศัยพระมหากรุณาเสด็จไปประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์แก่มหาชนในแคว้นต่างๆ
๒.ญาตัตถจริยา      ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติ หรือโดยฐานเป็นพระญาติ
๓.พุทธัตถจริยา       ทรงประพฤติประโยชน์ โดยฐานเป็นพระพุทธเจ้า ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า  เช่นแสดงธรรมโปรดมหาชนและพระญาติ เป็นต้น

 

วัฏฏะ  ( วน ) 

วัฏฏะ  แปลว่า วนเวียน  วงจร  หรือเวียนว่ายตายเกิด เป็นสิ่งหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุดเรียกว่าไตรวัฏ
 ๑.กิเลสวัฏฏะ    วนคือกิเลส หมายถึง  ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ใจเศร้าหมอง
           ๒.กัมมวัฏฏะ      วนคือกรรม  หมายถึง การกระทำสิ่งที่และสิ่งที่ชั่ว
๓.วิปากวัฏฏะ    วนคือวิบาก หมายถึง การได้รับอันเกิดจากการกระทำนั้น

 

สิกขา 

สิกขา แปลว่า  ข้อที่ต้องศึกษา  เป็นข้อปฏิบัติสำหรับอบรม กาย  วาจา ใจ ให้สูงยิ่งขึ้นไปตามลำดับชั้น เรียกว่า  ไตรสิกขา
๑.อธิสีลสิกขา   ศึกษาเรื่องศีลอย่างยิ่งยวด  หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมกาย  วาจา   ใจ ให้เรียบร้อยดีงาม
๒.อธิจิตตสิกขา   ศึกษาเรื่องจิตอย่างยิ่งยวด  หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิ มีสติมั่นคง  ไม่ฟุ้งซ่าน
๓.อธิปัญญาสิกขา     ศึกษาเรื่องปัญญาอย่างยิ่งยวด   หมายถึง การศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับอบรมฝึกฝนปัญญา ให้รู้แจ้งสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

สงเคราะห์มรรค    ลงในไตรสิกขา ดังนี้
๑.สัมมาวาจา   สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์ลงใน ศีล
๒.สัมมาวายามะ  สัมมาสติ    สัมมาสมาธิ   สงเคราะห์ลงใน สมาธิ
๓.สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปปะ สงเคราะห์ลงใน  ปัญญา

สังคมคน


(บทความพระมหากิตติศักดิ์  กิตฺติโสภโณ)
สังคมคน
สังคม คือ การอยู่ร่วมกันของคน เป็นต้น  ในการอยู่ร่วมกันของคนนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจกันและกัน ความเข้าใจจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะเกิดขึ้นได้ด้วยการศึกษา การศึกษานั้นแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ การศึกษาทางโลก และ การศึกษาทางธรรม
            การศึกษาทางโลก หมายถึง การศึกษาเพื่อความสุขในโลกนี้ ไม่จำกัดว่าจะเป็นแผนกไหน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ฯลฯ การศึกษาทางโลกจำเป็นสำหรับทุกคน อย่างน้อยควรศึกษาให้พอช่วยตัวเองได้ อย่างมากก็ศึกษาเพื่อให้ช่วยผู้อื่นได้ด้วย ส่วนการศึกษาทางธรรม หมายถึง การศึกษาเพื่อความสุขทั้งในปัจจุบัน อนาคต และพ้นสุขพ้นทุกข์ แตกต่างกันไปตามหลักของแต่ละศาสนา
            คนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นพวก โดยมีลักษณะปางประการร่วม เช่น อาชีพ อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ กล่าวเฉพาะด้านศาสนา  ปัจจุบัน มีผู้อ้างอิงเชื่อมโยงศาสนา เพื่อทำการด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง การสงคราม ทั้งนี้อาจเพราะศาสนาแนบสนิทกับผู้คนมากกว่าอย่างอื่น ไม่ยกเว้นแม้พระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนามีธรรมะมากมายสำหรับความสงบสุขของสังคม ในที่นี้ ขอกล่าวถึงธรรมะจากสิงคาลกสูตร(พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๑  ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อ ๒๔๒ – ๒๗๔) ธรรมะในพระสูตรนี้บอกหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อกันของคนในสังคม ซึ่งจะเป็นเครื่องป้องกันภัย และสร้างความปลอดภัยแก่สังคม
ธรรมะในสิงคาลกสูตรแบ่งได้เป็นส่วนๆ ได้แก่  ส่วนที่ ๑ เว้นกรรมกิเลส ๔ อย่าง คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นชู้ พูดไม่ดี, ส่วนที่ ๒ เว้นความลำเอียง ๔ อย่าง คือ  ลำเอียงเพราะรักใคร่ เพราะเกียจชัง เพราะโง่เขลา เพราะขลาดกลัว, ส่วนที่ ๓ เว้นอบายมุข ๖ อย่าง คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูรายการบันเทิง เล่นการพนัน คบเพื่อนเลว เกียจคร้าน, ส่วนที่ ๔ รับผิดชอบหน้าที่ ๖ คู่ ๑๒ บุคคล คือ ลูกกับพ่อแม่ ศิษย์กับครู สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน ผู้ใต้บังคับ/ลูกจ้างกับผู้บังคับ/นายจ้าง ฆราวาสกับบรรพชิต
ส่วนที่ ๑ เว้นกรรมกิเลส ๔
ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นชู้ พูดไม่ดี
            เว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นข้อหนึ่งในศีลห้าด้วย คำว่าสัตว์นั้นมีความหมายกว้างมาก หมายเอาทั้งมนุษย์และเดรัจฉาน ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็เป็นการยากที่ปฏิบัติให้บริสุทธิ์ได้ หากมองดูสิกขาบทของพระภิกษุ ถ้าฆ่ามนุษย์เป็นปาราชิก  ฆ่าสัตว์อื่นเป็นปาจิตตีย์ เป็นต้น หากผู้ปฏิบัติจะกำหนดในใจว่า จะไม่ฆ่าสัตว์ประเภทนี้ แต่ยกเว้นสัตว์ประเภทนี้ เช่น ยุง มด จะทำให้ไม่ร้อนใจ  ง่ายต่อการปฏิบัติมากขึ้น
            ส่วนเว้นการลักทรัพย์ เป็นชู้ พูดไม่ดี เป็นเรื่องที่ทราบกันดีแล้ว

ส่วนที่ ๒ เว้นความลำเอียง ๔
ลำเอียงเพราะรักใคร่ เกียจชัง โง่เขลา ขลาดกลัว
ความลำเอียง เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า อคติ เมื่อมีความลำเอียง จะเกิดความไม่สม่ำเสมอ จากนั้น จะเกิดความไม่ยุติธรรม เสียสมดุล ขาดมาตรฐาน  เป็นเหตุเกิดเป็นทางมาแห่งวุ่นวายของสังคม จึงเป็นเรื่องที่ควรเว้น
ส่วนที่ ๓ เว้นอบายมุข ๖
ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูรายการบันเทิง(เกินพอดี)
เล่นการพนัน คบเพื่อนเลว เกียจคร้าน
            เรื่องเหล่านี้ เป็นบ่อเกิดความรุนแรง และปัญหาสังคม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และจะยังเป็นต่อไปในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่ควรเว้น

ส่วนที่ ๔ รับผิดชอบหน้าที่ ๖ คู่ ๑๒ บุคคล
คู่ที่ ๑ ลูกกับพ่อแม่(ทิศตะวันออก)
ลูกพึงปฏิบัติต่อพ่อแม่โดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ท่านเลี้ยงเรามา เราเลี้ยงท่านตอบ  ๒. ทำกิจของท่าน ๓. ดำรงวงศ์ตระกูล  ๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะเป็นทายาท ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
พ่อแม่พึงปฏิบัติต่อบุตรด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว  ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔. หาภรรยา(สามี)ที่สมควรให้ ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในเวลาอันสมควร

คู่ที่ ๒ ศิษย์กับครู(ทิศใต้)
ศิษย์พึงปฏิบัติต่อครูโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ลุกขึ้นยืนรับ ๒. เข้าไปคอยรับใช้ ๓. เชื่อฟัง ๔. ดูแลปรนนิบัติ ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
ครูพึงปฏิบัติต่อศิษย์ด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. แนะนำให้เป็นคนดี ๒. ให้เรียนดี ๓. บอกความรู้ในศิลปวิทยาทุกอย่างด้วยดี ๔. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อน ๕. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย

คู่ที่ ๓ สามีกับภรรยา(ทิศตะวันตก)
สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยาโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ให้เกียรติยกย่อง ๒. ไม่ดูหมิ่น ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ ๔. มอบความเป็นใหญ่ให้ ๕. ให้เครื่องแต่งตัว
ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. จัดการงานดี ๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงดี ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ ๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง

คู่ที่ ๔ เพื่อนกับเพื่อน(ทิศเหนือ)
เพื่อนพึงปฏิบัติต่อเพื่อนโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. การให้(การแบ่งปันสิ่งของให้). กล่าววาจาเป็นที่รัก ๓. ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ ๔. วางตนสม่ำเสมอ ๕. ไม่พูดจาหลอกลวงกัน
เพื่อนพึงปฏิบัติต่อเพื่อนด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๒. ป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๓. เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้ ๔.    ไม่ละทิ้งในยามอันตราย ๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ตระกูลของเพื่อน

คู่ที่ ๕ ผู้บังคับกับผู้ใต้บังคับ(ทิศล่าง)
ผู้บังคับ/นายจ้างพึงปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับ/ลูกจ้างโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๒. ให้อาหารและค่าจ้าง ๓. ดูแลรักษายามเจ็บป่วย ๔. ให้อาหารมีรสแปลก ๕. ให้หยุดงานตามโอกาส
ผู้ใต้บังคับ/ลูกจ้างพึงปฏิบัติต่อผู้บังคับ/นายจ้างด้วยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. ตื่นขึ้นทำงานก่อน ๒. เลิกงานเข้านอนทีหลัง ๓. ถือเอาแต่ของที่เขาให้ ๔. ทำงานให้ดีขึ้น ๕. นำคุณของเขาไปสรรเสริญ

คู่ที่ ๖ ฆราวาสกับบรรพชิต(ทิศบน)
ฆราวาสพึงปฏิบัติต่อบรรพชิตโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ ๑. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา ๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา ๓.    จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา ๔. เปิดประตูต้อนรับ ๕.    ถวายปัจจัยเครื่องยังชีพ
บรรพชิตพึงปฏิบัติต่อฆราวาสด้วยหน้าที่ ๖ ประการ คือ ๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันดีงาม ๔. ให้ได้รู้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยรู้ไม่เคยฟัง ๕. อธิบายสิ่งที่เคยรู้เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๖. บอกทางสวรรค์ให้

หน้าที่ทั้งหมดนี้ครอบคลุมทุกส่วนของสังคม หากแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตนและปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างถูกต้อง สังคมก็จะสงบสุข
สิงคาลกสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญและน่าสนใจ จึงขอฝากไว้เพื่อได้ศึกษาเรียนรู้กันโดยละเอียด พร้อมทั้งนำมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไป

วิชาธรรมวิภาค (หมวด ๒)


ทุกกะ  คือ  หมวด  ๒
กัมมัฏฐาน
กัมมัฏฐาน    แปลว่าที่ตั้งการทำงานของจิต วิธีฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิและปัญญา

          ๑.สมถกัมมัฏฐาน    กัมมัฏฐานเป็นอุบายสงบใจ หมายถึงการฝึกสมาธิ เป็นการใช้จิตยึดเอาสิ่งสิ่งหนึ่งมาภาวนา เพื่อให้ใจสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน

.วิปัสสนากัมมัฏฐาน     กัมมัฏฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา  หมายถึงการเจริญปัญญา เป็นการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งๆที่เกิดขึ้นในใจ เพื่อให้รู้สภาพความเป็นจริงของธรรมชาติ   ภาวนา  ๒  ก็เรียก

 

กาม  ๒

 

           กาม แปลว่า  ความใคร่ ความอยาก  สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา
 ๑.กิเลสกาม  กิเลสเป็นเหตุใคร่ เช่น ราคะ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  อิสสา
           ๒.วัตถุกาม  วัตถุอันน่าใคร่ ได้แก่ กามคุณ  ๕  คือ รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ 

บูชา  ๒

 

          บูชา  แปลว่า กิริยาอาการที่ทำด้วยความนับถือ เป็นการแสดงถึงความเคารพเทิดทูนต่อบุคคลที่ควรบูชา
          ๑.อามิสบูชา     บูชาด้วยอามิส  หมายถึงการแสดงความเคารพนับถือด้วยสิ่งของ
          ๒.ปฏิปัตติบูชา   บูชาด้วยปฏิบัติตาม  หมายถึงการแสดงความเคารพนับถือด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชา เพราะเป็นการบูชาพระรัตนตรัย

ปฏิสันถาร  ๒

 

           ปฏิสันถาร  แปลว่า การต้อนรับ การทักท้ายปราศรัยแขกผู้มาเยือน ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดีงามหน้าตายิ้มแย้ม 
๑.อามิสปฏิสันถาร  ต้อนรับด้วยสิ่งของ คือ การต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียนด้วยสิ่งของ
๒.ธัมมปฏิสันถาร   ต้อนรับด้วยธรรม คือ  การกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ เสนาะหู แนะนำในเรื่องที่ดีมีประโยชน์

สุข  ๒

 

สุข  แปลว่า ความสบาย ความสำราญ
๑.กายิกสุข  สุขทางกาย  คือ การมีร่างกายแข็ง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน  สุขกายระดับสูง คือ การรักษากาย  วาจา  ใจให้เรียบร้อย งดเว้นการเบียดเบียนกัน
๒.เจตสิกสุข      สุขทางใจ ลักษณะของจิตใจที่แช่มชื่น เบิกบานไม่เศร้าหมอง สุขใจระดับสูง คือ ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม 
_____________________________

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กำลังใจหาได้จากที่ไหน

กำลังใจหาได้จากที่ไหน

กำลังใจ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรา ถ้าขาดกำลังใจเสียแล้ว คงไม่มีแรงอะไรมาผลักดันให้เราฟันฝ่าอุปสรรคได้ ต่อไปดีไม่ดีอาจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพราะหมดกำลังใจที่จะสู้ชีวิตก็ได้


วิธีแรก ให้ จดบันทึกและสะสมภาพเหตุการณ์ดีๆในชีวิตเอาไว้ จะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เคยทำให้เรามีความ สุข สดชื่น และสมหวังในชีวิตมาแล้ว เช่น วันรับปริญญา วันที่พบคนรักครั้งแรก วันแต่งงาน วันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง วันที่ได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มภาคภูมิ วันที่ได้ไปท่องเที่ยวสนุกสนาน เป็นต้น แล้วว่างๆ ก็เอาบันทึกหรือภาพถ่าย มาดูจะช่วยให้ย้อนระลึกถึงความสุขในอดีต ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ปัญหาในปัจจุบันต่อไป


วิธีต่อมาให้สะสมคติพจน์ คำคม สุขภาพจิต หรือคำปลุกใจต่างๆ เอาไว้ เช่น ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน “ลำบากก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ” “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรู คือ ยาชูกำลัง” “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรติดสุภาษิตเหล่านี้ไว้ ตามฝาผนัง หน้ากระจก หน้าประตู เพื่อให้ตัวเองเห็นบ่อยๆ จะได้มีกำลังใจอยู่เสมอ


ท้าย สุด คือ ให้นึกถึงคนที่เรา ชื่นชมยกย่องในความมานะ อุตสาหะของเขา เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยความบากบั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น เก็บเขาคนนี้ไว้ในใจของเรา เมื่อใดที่เรารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ก็ให้นึกถึงเขา คนนั้น คิดว่าเราต้องอดทน มีมานะ เหมือนเขาคนนั้น เพื่อที่เราจะได้ประสบความสำเร็จเหมือนเขาเช่นกัน เราก็จะเกิด กำลังใจ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคให้ได้ ขอย้ำว่ากำลังใจนั้นไม่ต้องไปหาที่ไหน อยู่ที่ใจของเรานั้นเอง





วิธีปลอบใจที่ได้ผล

คงมีบางครั้งเหมือนกัน ที่เราเห็นคนใกล้ชิดมีความทุกข์แล้ว เราเองก็อยากจะปลอบใจเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น อย่างไร และก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราจะพูดออกไปนั้น มันเหมาะสมหรือไม่ ดีไม่ดีแทนที่เขาจะรู้สึกดีขึ้น อาจจะรู้สึก แย่ลงกว่าเดิม ทำให้เราต้องรู้สึกผิดหนักขึ้นไปกว่าเดิม ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า ตัวคุณจะปลอบใจใครได้ เรามีวิธีที่จะ แนะนำคุณดังนี้


ประการแรก ให้คุณไปอยู่ใกล้ๆเขา ไปนั่งข้างๆ ไปให้เขาเห็นหน้าคุณ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าคุณห่วงใยเขาจริงๆ ในกรณีที่คุณไม่สามารถจะไปอยู่ใกล้ชิดเขาได้ ก็อาจจะใช้วิธีโทรศัพท์ไปหา เขียนจดหมาย ส่งการ์ดหรือส่งโทรเลขไปก็ได้ เพื่อแสดงว่าคุณยังนึกถึงเขาอยู่


ประการที่สอง ให้รีบฟังสิ่งที่เขาพูดระบายออกมา คุณต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ถ้าเขายังไม่มีอารมณ์จะพูดหรือกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น คุณก็ควรรอคอยอย่าง อดทน เมื่อเขาพร้อมที่จะพูด คุณก็ต้องฟังอย่างตั้งใจ ควรพูดเข้าข้างเขา แสดงตัวว่าเป็นพวกเดียวกับเขา และ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเขาเสมอ ที่สำคัญคุณต้องเก็บเรื่องของเขาไว้เป็นความลับ ไม่เอาไปพูดต่อและเมื่อ บอกกว่าจะช่วยก็ต้องช่วยจริงๆ อย่าไปพูดสัญญาลมๆ แล้งๆ ที่คุณทำจริงไม่ได้ เขาจะหมดความเชื่อถือในตัวคุณ


คุณ ต้องให้กำลังใจเขา ช่วยให้เขามองเห็นทางออก ในเรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่คุณต้อง ช่วยให้เขามีความหวังในชีวิต อย่าเพิ่งคิดสั้น เพราะตัวเขานั้นยังมีคุณค่าต่อคุณ ต่อครอบครัวของเขาและต่อสังคมด้วย


ประการสุดท้าย ช่วย ให้เขาตัดสินใจเลือกทางแก้ไขปัญหา ด้วยตัวของเขาเอง คุณอย่าไปตัดสินใจแทนเขา ต้องให้เกียรติในการติดสินใจของเขา และคุณต้องแสดงความจริงใจ ที่จะช่วยเหลือเขาต่อไปด้วย เพียงเท่านี้ เขาคนนั้นก็จะคลายทุกข์ และมีกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่อไปอย่างแน่นอน


เมื่อ มีปัญหาในชีวิตของคนเรา ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่มีใครจะหนีปัญหาได้พ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหาอยู่ อย่าเพิ่งวิตกกังวล หรือกลุ้มอกกลุ้มใจมากจนเกินไปเลย เรามาช่วยกันคิดแก้ปัญหาดีกว่า


ตามปกติวิธีแก้ปัญหาจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือการสู้ การหนี และการรอมชอม ซึ่งแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้


การสู้ หมายถึง การพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างสุดกำลัง ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลัง ทรัพย์ เรียกว่าทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได ้และถ้าลองแก้ปัญหาด้วยวิธีหนึ่งแล้ว ยังไม่ได้ผลก็จะหันไป ลองใช้อีกวิธีหนึ่ง เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผล หรือแก้ปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องลอง ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อเขาจะช่วยได้ วิธีนี้เรียกว่า สู้ยิบตาไม่ยอมแพ้จนกว่าปัญหาจะหมดไป


วิธีต่อมา คือ การหนี หมาย ถึง การหลบเลี่ยงปัญหา อาจหลบไปชั่วคราวเพื่อไปตั้งหลัก แล้วกลับมาสู้ใหม่ หรือจะเป็นการหนีเพื่อยอมแพ้ ในกรณีที่ยังรู้สึกว่าปัญหานั้น มันอยู่นอกเหนือความสามารถของเราที่จะแก้ไขได้ สู้ต่อไปก็เสียเวลาเปล่า สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ที่มีประโยชน์กว่าไม่ได้


วิธีสุดท้าย คือ การรอมชอม หมาย ถึง ถ้าปัญหานั้นเราจะสู้ก็ไม่ไหว จะหนีก็หนีไม่พ้น เรา ควรใช้วิธีปรับตัวปรับใจ เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ตามสมควรแก่อัตภาพ โดยไม่เครียดจน เกินไป


คุณคิด ว่าจะใช้วิธีไหนแก้ปัญหาของคุณดี อยากแนะนำว่าให้คุณลองสู้ให้สุดความสามารถก่อน ถ้าไม่ไหวอาจถอยมาตั้งหลักสักพัก แล้วค่อยสู้ใหม่แต่ถ้าสู้ไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องปรับตัวปรับใจให้ยอมรับปัญหานั้นให้ได้ต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้คุณแก้ปัญหาของคุณได้ในที่สุด


วิธีเอาชนะความเศร้า

คุณ กำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่หรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเศร้าเพราะสาเหตุใด จะเพราะสูญเสียคนรัก ของรักหรือผิดหวัง ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็แล้วแต่ ขอให้คุณระบายอารมณ์เศร้าออกมาให้มากที่สุด อยากร้องไห้ก็ร้องเสียให้พอ อยากบอกความทุกข์ในใจกับใครก็จงพูดออกมา หรือจะเขียนเป็นจดหมาย เป็นบันทึก หรือเป็นบทกลอนก็ได้ สุดแต่ว่าคุณจะถนัดอย่างไหน การระบายความเศร้าออกไป จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น


นอกจากนี้ การจมอยู่กับความเศร้า ไม่สนใจดูแลตัวเองไม่กิน ข้าวกินปลา เอาแต่เก็บตัวอยู่ตามลำพัง ฟังแต่เพลงเศร้าๆ ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะยิ่งทำให้ตัวเองทรุดโทรมลง จนอาจถึงขั้นเจ็บป่วยได้ ขอให้คุณแข็งใจลุกขึ้นทำกิจวัตรประจำวันอย่างเดิม พยายามกินอาหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง พยายามฝืน ใจทำงานจะเป็นงานบ้าน งานอดิเรก หรืองานอาชีพก็ได้ งานจะช่วยหันเห ความสนใจของคุณไปเสีย จากความเศร้า และงานยัง จะช่วยให้คุณ เห็นคุณค่าของตัวเอง ที่มีต่อคนอื่นด้วยโดยเฉพาะงานกุศล หรืองานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก จะทำให้คุณเลิกสงสารตัวเอง เลิกหมกมุ่นกับความเศร้าได้อย่างวิเศษ แต่ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิด มีอารมณ์เศร้าอยู่เป็นเวลานาน และมีความคิดอยากตายด้วย อย่าได้นิ่งนอนใจเป็นอันขาด ขอได้ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อขอรับการรักษาโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป


แหล่งข้อมูล : http://www.juniorhealthguard.org
ผู้รวบรวมบทความ | กรกฎาคม 23, 2010 at 14:52 | ป้ายกำกับ: สร้างกำลังใจ | Categories: เส้นทางสร้าง “กำลังใจ” | URL: http://wp.me/pTdYz

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

'นวด' จนน่วม! อ่วมเพราะรักสบาย

'นวด' จนน่วม! อ่วมเพราะรักสบาย



มุมสุขภาพ


‘สามัญประจำบ้าน’ สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวควรรู้เกี่ยวกับการนวดแก้ปวดเมื่อยที่หลายๆ คนชื่นชอบกันนัก แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้เลยว่า การนวดก็มีอันตราย หากไปกดทับกระแทกถูกอวัยวะสำคัญบางแห่ง อาจทำให้บาดเจ็บได้ทีเดียว เรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อมูลมาบอก...

ในสากลโลกก็มีการปรนเปรอเพื่อ “เติมเต็ม” ความรักนี้อยู่หลายแบบ มีอยู่แบบหนึ่งที่ช่วยให้เต็มได้ง่ายและทำให้คนติดกันงอมแงมไปทั้งบ้านเมืองด้วย นั่นคือ การใช้สัมผัส เข้าช่วยครับ

สำหรับบางคนอาจเรียกว่า “การนวด” แต่ที่จริงแล้วมีมากกว่านั้น เช่น การกอดก็เป็นการช่วยเติมรักที่ดี แม้คนไทยจะไม่มีวัฒนธรรมกอดแต่การจับมืออย่างเห็นใจ หรือมารดาใช้มือลูบไล้ลูกน้อยด้วยความรักเปี่ยมหัวใจนั้นก็ยิ่งใหญ่ช่วยไล่ โรคภัยได้มาก ทางอายุรวัฒน์เรียก “สัมผัสบำบัด”

ในคนไทยต้องจัดให้เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งการสัมผัสบำบัดโดยเฉพาะเรื่องนวดที่พูดขึ้นมาต้องนึกถึงเมืองไทยก่อน อย่างตอนที่อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาเตอร์ มาทางเหนือก็ว่ากันว่าท่านชื่นชมการนวดจับเส้นแบบไทยมาก นวดไทยทำได้ตั้งแต่แก้เมื่อย,แก้นิ้วล็อคและยุคนี้มีถึงนวดเสริมอึ๋มในสตรี ที่กำลังนิยม รวมความแล้วการนวดเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยปฏิเสธกันนัก

ศาสตร์การนวดเป็นของดีนะครับ ช่วยคนไข้ให้รอดจากผ่าตัดและหายจากโรคมาได้มากมาย จากประสบการณ์ผ่านมาก็ได้เห็นหลายรายอยู่ครับ แต่ด้วยความรู้ในเรื่องนวดผมยังน้อยไม่เท่ากับผู้ที่เชี่ยวชาญแล้ว แต่ก็รู้สึก “ทึ่ง” ทุกครั้งยามได้เห็นกรรมวิธีนวดที่มีกายวิภาคตามแบบของเขา

เป็นต้นว่า ปวดหลังแต่กดท้องเพื่อช่วยลดอาการปวด หรือนวดแล้วดัดพร้อมกับประคบแล้วผู้ป่วยก็หายปวดได้ในบัดดล น่าค้นคว้าเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องของเรื่องคือเพราะรูปหล่อพระฤาษีในท่าดัดตนต่างๆนั้นมีอยู่ไม่หมดครับ ด้วยหล่อไว้นานกาเลเต็มทีอย่างฤาษีดัดตนที่เหลืออยู่บ้างนี้คือหล่อเอาไว้ แต่ครั้งแผ่นดินพระนั่งเกล้าฯ ก็ชำรุดและหายหกตกหล่นไป ทำให้ได้ท่าทางไม่ครบ ต่อกันไม่ติด ท่าที่เหลือจะบิดอย่างไรดัดอย่างไรก็อาศัยคิดวิเคราะห์เอาเองบ้าง อนุมานเอาเองบ้าง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูโบราณท่าน “หวง” ด้วยครับ อย่างตำรายาวัดโพธิ์ครั้งพระนั่งเกล้าฯทรงมีพระบัณฑูรให้หมอหลวงทั่วแผ่นดิน มาช่วยกันชำระและจารึกไว้ก็ไม่ได้บอกรายละเอียด

-@- 4 ที่เสี่ยง เดี้ยงจากนวด -@-


การนวดให้ดีต้องมีครูและที่สำคัญอีกประการคือต้องรู้ “กายวิภาค” คืออะไหล่ร่างกายมนุษย์นี้ให้ดี ไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยนนะครับ

ถ้านวดเพี้ยนไปจากตำราอาจเป็นการเพิ่มโรคแก่ผู้มานวดมากกว่าช่วยบำบัด ในส่วนของอวัยวะที่เป็น “จุดอ่อน” ของการนวดมีอยู่หลายส่วน ทั้งท่านที่ชอบนวดและไม่เคยนวดก็ควรรู้ไว้บ้างครับว่าบริเวณใดที่ทำให้เกิด นวดน่วมรวมฮิตได้เพราะในบางครั้งนอกจากไม่มีให้เปลี่ยนแล้วยังอาจต้องนั่ง รักษากันยาว

อวัยวะที่ไม่ควรเอาไปจำนำไว้กับฝ่ามือฝ่าเท้าใครมีดังต่อไปนี้ครับ...


"คอ" ระวังให้ดีที่สุดเพราะเป็นจุด “ชุมสาย” เส้นประสาทและเส้นเลือด ถ้าถูกทุบถูกขยำจนย่ำแย่เสียที่ศูนย์ใหญ่แล้ว ใต้คอลงไปเป็นไร้ความรู้สึกได้เลยนะครับ สำหรับคอขอให้นวดอย่างเบามือและถ้ารู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหวหรือมีอาการชาแบบแปลกๆเมื่อไรขอให้รีบบอกทันทีเลยครับ

"ศีรษะ" ทราบกันดีที่สุดว่าเป็นจุดสำคัญแม้มันจะมีกะโหลกหุ้มอยู่แต่บางท่าของการนวด อย่างใช้สันมือทุบต้นคอจนกระเทือนไปถึงท้ายทอยอย่างรุนแรงมีสิทธิ์ทำให้เลือดตกในสมองได้(Subdural hematoma)โดยเฉพาะในผู้อาวุโสจะเสี่ยงมากกว่าครับเพราะสมองอยู่ในสภาพฝ่อจึงแกว่งไปมาได้มากกว่า

"สันหลัง" เหมือนกับลำไม้ไผ่ท่อนเดียวที่เกี่ยวยึดให้ร่างกายเราตั้งตรงอยู่ มาคู่กับอันตรายเวลาบิดหรือเอี้ยวกายผิดไปนิดมีสิทธิ์ปวดยาวเรื้อรัง ท่าต้องห้ามสำหรับสันหลังคือ “เหยียบ” หรืองอแล้วบิดเอี้ยวเพราะทำให้หมอนรองกระดูกถูกแรงกดมหาศาลจนทานไม่ไหว

"มดลูก(ท้องน้อย)"
ส่วนภายในที่อ่อนนุ่มที่สุดของสตรีแต่ไม่มีกระดูกมาช่วยคลุมทำให้เกิดรูโหว่ ที่แรงกดโผล่ไปเบียดบีบมดลูกจนเลือดออกได้ ยิ่งในผู้มีถุงน้ำรังไข่,ก้อนเนื้องอกมดลูกหรือในกรณีเลวร้ายสุดคือ “ตั้งครรภ์” โดยไม่ทราบมาก่อนการนวดอาจทำให้ตกเลือดช็อคได้

แม้จะฟังดูน่าเสียวไส้ แต่ที่เล่ามาทั้งนี้ไม่ได้ให้ท่านหนีการนวดนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่อารัมภบทให้เห็นอานิสงส์การนวดที่บำบัดโรคได้มาก เพียงแต่การทำหัตถการเช่นว่าอย่าชะล่าใจว่าเป็นแค่บีบเค้นไม่เป็นไร

ขอให้เคล็ดควรจำสำหรับผู้ถูกนวดไว้สักนิด 3 อย่างคือ เจ็บให้บอก,ต้องออกชื่อโรค และโบกมือให้หยุด

ข้อแรกหมายความว่า การนวดที่ดีไม่จำเป็นต้องเจ็บก่อนแล้วจึงสบาย เพราะมันอาจกลายเป็น “ทำลาย” ก็ได้ ส่วนข้อสองที่ต้องบอกชื่อโรคกับหมอเพราะโรคประจำตัวบางโรคเป็นอันตรายต่อการ นวดได้อาทิ ความดันโลหิตสูง,กระดูกทับเส้นประสาทอยู่ มีหมอนรองกระดูกไม่ดีหรือมีเหล็กดาม เป็นต้น อย่างนี้ผู้นวดจำเป็นต้องรู้ ซึ่งถ้าเราไม่บอกจะไปโทษเป็นความผิดผู้นวดไม่ได้ช่วยกันคนละมือละไม้จะได้ ปลอดภัย.


http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=460&contentId=143653

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | cheap international calls